ฮือฮาเมื่อไอบีเอ็มประกาศว่ากำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายข้อมูลความเร็วสูง เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถดาวน์โหลดภาพยนตร์คุณภาพสูงทางอินเทอร์เน็ตภายในเวลา 1 วินาที เชื่อว่าหากเทคโนโลยีนี้ลงตลาดเมื่อไร แผ่นภาพยนตร์ดีวีดีหรือฟอร์แม็ตใหม่อย่างบลูเรย์ (Blu-ray) อาจหมดอนาคตไม่ได้แจ้งเกิดในตลาดบันเทิงที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านสหรัฐ
เทคโนโลยีดังกล่าวได้ชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า "green optical link" โดยคลินท์ สโคว์ (Clint Schow) นักวิจัยของไอบีเอ็มให้ข้อมูลว่าเบื้องหลังความสำเร็จของเทคโนโลยีนี้คือการใช้โฟตรอนของแสงในการส่งข้อมูล แทนการใช้อิเล็กตรอนเช่นปกติ ซึ่งจากการทดสอบ เครือข่ายข้อมูลเทคโนโลยีนี้สามารถส่งถ่ายข้อมูลขนาด 8 ล้านล้านบิตในเวลา 1 วินาที ใช้พลังงานเพียง 100 วัตต์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 1 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณพลังงานมาตรฐานที่ใช้ในการเชื่อมต่อวงจรไฟฟ้า
นอกเหนือจากการพัฒนาเทคโนโลยี สโคว์ระบุว่าขณะนี้ไอบีเอ็มก้าวเข้าสู่ช่วงการหาทางทำตลาดเทคโนโลยีนี้แล้ว และเชื่อว่าจะสามารถปฏิวัติวงการคอนเทนท์ไฮ-เดฟ (high-def) หรือไฟล์มัลติมีเดียคุณภาพสูง
สโคว์ยกตัวอย่างว่า เว็บไซต์ผู้ให้บริการดาวน์โหลดภาพยนตร์จะสามารถใช้เทคโนโลยีเครือข่ายนี้เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงคลังภาพยนตร์คุณภาพสูงซึ่งมีอยู่หลายล้านเรื่องได้ในเวลาไม่กี่วินาที ขณะเดียวกัน ผู้จำหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กจะสามารถทำรายได้จากการจำหน่ายพอร์ทข้อมูลเทคโนโลยี green optical link เพื่อให้ผู้บริโภคดาวน์โหลดข้อมูลความเร็วสูงอย่างสะดวกสบาย ที่สำคัญ เทคโนโลยีนี้สามารถนำไปใช้ร่วมกับโทรศัพท์มือถือและพีดีเอ ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมให้อุปกรณ์เหล่านี้กลายเป็นเครื่องเล่นตระกูลไฮ-เดฟในพริบตา
เพื่อให้เทคโนโลยี green optical link พร้อมทำการตลาดในวงกว้าง ไอบีเอ็มจึงพัฒนาวงจรพิเศษสำหรับดัดแปลงให้อุปกรณ์ต่างๆสามารถรองรับเทคโนโลยีการส่งถ่ายข้อมูลความเร็วสูงนี้ได้ วงจรดังกล่าวใช้ชื่อเรียกว่า Optocard เพื่อสร้างสัญญาณแสงระหว่างฝั่งส่งและฝั่งรับข้อมูล
ไอบีเอ็มระบุว่า ความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายข้อมูลความเร็วสูงพิเศษนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยซึ่งได้ทุนวิจัยจากสำนักงานโครงการวิจัยขั้นสูงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาหรือ Defense Advanced Research Projects Agency (DARPA)
IBM ลุยพัฒนาระบบโหลดหนังใน 1 วินาที
เขียนโดย
HQ
0
ความคิดเห็น
"ระบบฐานข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ"
ต่อยอดพอดีทางมหาลัยผมกำลังจะจัดทำระบบสาระสนเทศของโรงพยาบาลอะครับ กำลังวุ่นวายเลยครับ อ่านข่าวเสร็จ ก็เลยมีความคิดดีบังเกิดขึ้นมาทันทีอะครับเกี่ยวที่จริงแล้วแล้วในวงการสาธารณะสุขไทยก็เหมือนราชการทั่วไปที่ระบบจะแยกย่อยกันไปเป็นหน่วยงานย่อย โรงพยาบาลนี้มีระบบอย่างนี้ ไปอีกโรงพยาบาลกลับเป็นอีกแบบ ที่จริงในด้านการเก็บข้อมูลผมว่าไอทีปัจจุบันมีความเที่ยงตรงมากขึ้นมากไม่ว่าจะด้านความปลอดภัยของข้อมูลก็ได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางเป้นไปได้ใหมประเทศไทยจะมีระบบสาระสนเทศแบบรวมซึ่งเรียกให้ดุดีหน่อยคือ "ระบบฐานข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ" ผมเห็นอกเห็นใจคนใข้บางคนย้ายมารักษาที่โรงพยาบาล อาจจะมาจากโรงพยาบาลชุมชนหรือ ต่างจังหวัดเป็นปัญหามากๆๆว่าเวลาจะถามคนใข้ว่าทานยาอะไรมาบ้างคือคนใข้บอกได้เคราๆๆแล้วมาพร้อมกับถุงยาเบอเรอเลยเยอะจริงอย่างคนใข้โรคไตนี้กินที่เป็นกำเลยจริง เอาละครับปัญหามันเกิดแล้วละครับฉลากยาบางตัวก็หล่นหาย คนให้ก็บอกอะไรไม่ได้ แต่ถ้าเรามี "ระบบฐานข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ" เกิดขึ้นใช้ระบบสารสนเทศระบบเดียวหรือใช้เพียงฐานข้อมูลอันเดียวกันขึ้นมาอย่างผมป่วยอยู่เชียงรายเพื่อไปเที่ยวแล้วบ้าอยู่สุรินทร์อย่างนี้แทนที่จะให้ญาติตีรถมาเอาประวัติเก่าที่โรงพยาบาลที่สุรินทร์เสียค่าใช้จ่ายประมานสัก 2000 บาท ใช้เวลา2วัน กับดึงฐานข้อมูลแห่งชาติเลย 30 วินาที มันต่างกันมานะ แล้วในกรณีเร่งด่วนอีกพบคนใข้สลบอยู่อย่างนี้ไม่ทราบว่าเป็นอะไรเปิดเห็นแต่บัตรประชาชนก็กดคอมปับเอ๋มีประวัติเดิมเป็นโรคหัวใจนะสรุปได้เคร่าๆๆเลยว่าเป็นโรคหัวใจการช้วยหลือมันทันท่วงทีแต่ลองคิดดูดิไม่มีข้อมูลอะไรเลยเอ๋ เป็นจากน้ำตาลต่ำหรือเปล่า หรือเป็นลมเฉยๆๆ ๆลๆ มันยากนะที่จะวินิจฉัยมั่วไปผิดอีกยุ่งกันใหญ่ เอาเข้าเรื่องดีกว่าที่มหาลัยผมตั้งงบ 100 ล้านในการทำเรื่องนี้ดูมาพอควรทั้งซอฟแวร์ ฮาร์ทแวร์นะยังเยอะอยู่ดีแต่ถ้ารวมทั้งประเทศมันจะเยอะแค่ใหนปัญหาจากที่กล่าวข้างตนอีคือมันเชื่อมต่อกันไม่ได้ในแต่ละโรงพยาบาล เป็นไปได้ใหมรัฐบาลตั้ง Server เองเลยจัดเก็บฐานข้อมูลสุขภาพให้โรงพยาบาลดึงข้อมูลไปใช้ระบบต่างๆๆๆมันก็เข้าที่เข้าทางจะอยู่ที่ใหนภายในประเทศไทยก็ดึงมาใช้ได้เดียวนี้ระบบไอทีเราก็เร็วนะผมว่าลดต้นทุนของประเทศไปได้เยอะเลยครับ
เขียนโดย
HQ
0
ความคิดเห็น
ชมิดท์แจง บริการเก็บข้อมูลสุขภาพของกูเกิลไม่มีโฆษณา
ซีอีโออิริก ชมิดท์ (Eric Schmidt) แจงรายละเอียดบริการ "Google Health" ระบุว่าบริการเก็บข้อมูลสุขภาพบนอินเทอร์เน็ตจากกูเกิลจะไม่มีการขายโฆษณาใดๆ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ข้อมูลการใช้ยาของลูกค้าจะไม่ตกถึงมือนักการตลาดแน่นอน
ซีอีโอชมิดท์ได้ฤกษ์แถลงรายละเอียดบริการ Google Health อย่างเป็นทางการครั้งแรก โดยอธิบายตรงกับรายงานข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ ว่าจะเป็นบริการที่เปิดให้ผู้ใช้สามารถจัดการข้อมูลสุขภาพของตนเอง ทั้งการเพิ่ม ลบ แก้ไขข้อมูลใบสั่งยาและผลการแพ้ยา โดยผู้ใช้จะต้องมียูสเซอร์เนมและรหัสผ่านเท่านั้นจึงจะเข้าถึงข้อมูลสำคัญเหล่านี้ได้ เช่นเดียวกับบริการอีเมลหรือบริการเฉพาะบุคคลทั่วไป
ประโยชน์หลักของบริการนี้คือ การเคลื่อนย้ายประวัติการรักษาพยาบาลที่แสนสะดวกสบาย จะเป็นผลดีต่อผู้ที่เปลี่ยนสถานพยาบาล โดยย้ำว่าข้อมูลของผู้ใช้จะไม่มีการเปิดเผยหากผู้ใช้ไม่ยินยอม
"รูปแบบบริการของเราคือ เจ้าของข้อมูลสามารถกำหนดได้ว่าใครสามารถเข้าถึงข้อมูลได้บ้าง" ชมิดท์กล่าวในงานประชุมประจำปีสมาคมระบบจัดการข้อมูลสารสนเทศด้านสุขภาพหรือ Healthcare Information and Management Systems Society ที่ออแลนโด สหรัฐอเมริกา "และสำหรับกูเกิล ความมั่นใจคือสิ่งที่สำคัญที่สุดบนโลกอินเทอร์เน็ต"
ชมิดท์ระบุว่าบริการนี้ยังไม่เปิดใช้แก่สาธารณชนทั่วไป โดยกูเกิลจะเป็นตัวกลางให้กับบริษัทที่ต้องการสร้างระบบบริการที่เข้าถึงผู้ป่วยโดยตรง เช่น ระบบเตือนความจำข้อควรปฏิบัติ หรือตารางการใช้ยา และเมื่อไม่มีเม็ดเงินจากการโฆษณาเข้ามาเกี่ยวข้อง ชมิดท์ยืนยันว่าประโยชน์ที่กูเกิลจะได้รับคือการเพิ่มปริมาณทราฟฟิกให้กับบริการสืบค้นข้อมูลของตัวเอง ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับบริการไร้โฆษณาที่กูเกิลมีอยู่ในขณะนี้ เช่น บริการข่าว Google News
ข่าวกูเกิลเตรียมจุดพลุบริการเก็บข้อมูลสุขภาพบนอินเทอร์เน็ตนั้นสะพัดในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในข่าวระบุว่ากูเกิลนำร่องโครงการกับผู้ป่วยอาสาสมัครในสถานพยาบาล Cleveland Clinic ราว 1,500-10,000 คนซึ่งเต็มใจให้เก็บข้อมูลประวัติการรักษาไว้บนโลกออนไลน์ ประกอบด้วยข้อมูลใบสั่งยา ประวัติการแพ้ยา และประวัติการใช้ยา และไม่ใช่กูเกิลรายเดียวที่มีแนวคิดบริการเก็บข้อมูลสุขภาพ แต่คู่แข่งอย่างไมโครซอฟท์เคยเปิดตัวแนวคิดบริการในชื่อ HealthVault มาแล้ว เช่นเดียวกับผู้ร่วมก่อตั้งเอโอแอลอย่าง Steve Case ก็แถลงข่าวหนุนบริการ Revolution Health ซึ่งให้บริการเก็บข้อมูลประวัติการรักษาพยาบาลเช่นกัน
แนวคิดการเก็บข้อมูลสุขภาพของกูเกิลเกิดขึ้นเพราะ สถิติการใช้งานกูเกิลที่พบว่าผู้ใช้นิยมสืบค้นข้อมูลคำแนะนำในการรักษาโรคมากมายเหลือเกิน ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยจำนวนมากมองว่า ประวัติการรักษานั้นควรเป็นสมบัติของตัวเองมากกว่าจะเป็นสมบัติของโรงพยาบาล ผู้ป่วยควรมีสิทธิในการจัดการข้อมูลสุขภาพเหล่านี้ด้วยตนเอง ซึ่งจะเป็นเรื่องง่ายและมีประโยชน์มากหากมีการเปลี่ยนโรงพยาบาลในอนาคต
ทั้งหมดดูเป็นเรื่องดีและเชื่อว่าผู้บริโภคจะให้ความนิยมบริการลักษณะนี้ แต่กลุ่มรักษาสิทธิมนุษยชนกลับมองว่า กูเกิลซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้เก็บรักษาข้อมูลทั้งหมด อาจนำข้อมูลสำคัญและลับเฉพาะเช่นนี้ไปทำประโยชน์ทางธุรกิจได้ เช่นอาจนำข้อมูลนี้ไปขายให้กับบริษัทยา ซึ่งต้องการลงโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายอยู่แล้ว เมื่อบริษัทยาสามารถส่งโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ตรงกลุ่มมากขึ้น กูเกิลก็จะสามารถมีชัยเหนือบริการโฆษณาออนไลน์รายอื่นทั้งหมด
ข้อครหาเหล่านี้ดูจะจางไปทันทีที่ชมิดท์ยืนยันว่า กูเกิลจะไม่มีการขายโฆษณาบริการนี้แต่อย่างใด
เขียนโดย
HQ
0
ความคิดเห็น
ไอบีเอ็มวัดแรงย้ายอะตอมได้รายแรก - ARiP IT News ข่าวไอที เทคโนโลยี
ดร.ดอน ไอก์เลอร์ นักวิทยาศาสตร์ไอบีเอ็มแห่งศูนนย์วิจัยอัลมาเดนในสหรัฐ ประกาศสำเร็จในการวัดแรงที่ใช้เคลื่อนย้ายอะตอมบนพื้นผิวได้เป็นรายแรกของโลก ปูทางสู่การออกแบบอุปกรณ์ระดับอะตอมในอนาคต
เช่น ชิพคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สตอเรจขนาดย่อส่วนโดยได้สาธิตการควบคุมอะตอมแต่ละอะตอมด้วยควมแม่นยำ และเขียนตัวอักษร I-B-M โดยใช้อะตอมซีนอนได้เป็นครั้งแรก ความรู้ในเรื่องนี้จะช่วยเพิ่มความเข้าใจในเรื่องการเรียงตัวของอะตอม ซึ่งเป็นหัวใจของโครงการนาโนเทคโนโลยีในอนาคต ทั้งยังช่วยส่งเสริมความก้าวหน้า ในการพัฒนาระบบประมวลผลและอุปกรณ์ทางการแพทย์ในระดับนาโน
Don Eigler
จากรายงานเรื่อง "แรงที่จำเป็นในการเคลื่อนย้ายอะตอมบนพื้นผิว" ซึ่งอาศัยกล้องจุลทรรศน์ซึ่งมีความไวสูง ตรวจสอบแรงในระดับอะตอม แสดงให้เห็นว่า แรงที่จำเป็นต้องใช้ในการเคลื่อนย้ายอะตอมโคบอลด์บนพื้นผิวแพลทินัมที่ราบเรียบคือ 210 พิโคนิวตัน ขณะที่การเคลื่อนย้ายอะตอมโคบอลต์บนพื้นผิวทองแดง ใช้แรงเพียง 17 พิโคนิวตัน ทั้งนี้ การยกเหรียญเพนนีที่ทำจากทรองแดง ซึ่งหนักเพียง 3 กรัม จะต้องใช้แรงเกือบ 30,000 ล้านพิโคนิวตัน ซึ่งมากกว่า 2,000 ล้านเท่า เมื่อเทียบกับแรงที่ใช้ในการย้ายอะตอมโคบอลด์หนึ่งอะตอมบนพื้นผิวทองแดง
ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นการพัฒนาต่อยอดจากกล้องจุลทรรศน์ AFM ซึ่งวัดปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างหัววัดกับอะตอมบนพื้นผิว เป็นผลงานเมื่อ 20 ปีที่แล้วของ ดร.เกิร์ด บินนิก ผู้ได้รับรางวัลโนเบลและหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ไอบีเอ็ม รวมทั้งคริสตอฟ เกอร์เบอร์ นักวิทยาศาสตร์ของไอบีเอ็ม และ ศ.แคลวิน เควท แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดไอบีเอ็มวัดแรงย้ายอะตอมได้รายแรก - ARiP IT News ข่าวไอที เทคโนโลยี
เขียนโดย
HQ
0
ความคิดเห็น
Drummer กลองชุดบนไอโฟน
หลังจากที่เพื่อนๆ ได้เล่นเปียโน(iAno) และกีตาร์(Pocket Guitar)บนไอโฟนไปแล้ว คราวนี้ถึงเวลาของเครื่องดนตรีชิ้นหลักที่สำคัญมากๆ เนื่องจากมันทำหน้าที่ให้จังหวะกับนักดนตรีทุกคนนั่นก็คือ “กลองชุด” ที่สามารถเล่นบน iPhone หรือ iPod Touch ได้นั่นเองนักพัฒนาแอพพลิเคชันจาก MooTheCow ได้จัดทำโปรแกรม Drummer ที่สามารถเปลี่ยนให้ iPhone หรือ iTouch กลายเป็น Drum Machine โดยใช้คุณสมบัติของมัลติทัช ซึ่งทำให้ผู้เล่นสามารถเคาะบนหน้าจอ เพื่อให้จังหวะได้เหมือนกลองชุดจริงๆ เลยล่ะค่ะ
Drummer สามารถเล่นเสียงกลองที่แตกต่างกันได้ถึง 15 เสียง โดยแต่ละเสียงจะส่งออกมาเมื่อมีการสัมผัสนิ้วบนแป้นเล็กๆ ที่แสดงผลบนหน้าจอ เพื่อให้เกิดเสียงของกลองชิ้นนั้นๆ และด้วยคุณสมบัติของ multi-touch ทำให้ผู้เล่นสมารถเล่นเสียงกลองได้ 5 เสียงพร้อมกันนอกจากนี้ เพื่อนๆ ยังสามารถเปิดไฟล์เพลง MP3 เป็นแบคกราวด์ จากนั้นเติมเต็มด้วยเสียงกลองที่เราเล่นเองด้วย Drummer ได้อีกด้วยค่ะ สำหรับเสียงชุดกลองที่ติดตั้งไว้ให้ในโปรแกรมก็ได้แก่ร็อค แดนซ์ กลองไฟฟ้า และแจ๊สอีก 2 ชุด อย่างไรก็ดี ผู้ใช้ก็ยังสามารถอัพเดตด้วยเสียงกลองที่ชื่นชอบได้เช่นเดียวกันค่ะ Drummer ยังคงเป็นรุ่นทดสอบ ดังนั้นยังไม่มีให้ผู้ใช้ที่สนใจได้ดาวน์โหลดไปเล่นกันนะคะ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมคลิกเข้าไปที่ MooCowMusic
by dailygizmo
เขียนโดย
HQ
0
ความคิดเห็น

